คริสตี้ฟรองซ์ สาขาเพชรบุรี แฟนเพจ

กด Like อัพเดทข่าวสาร สุขภาพ ความสวย ความงาม ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี

คริสตี้ฟรองซ์ สาขาเพชรบุรี โทร (032) 439-400

ลดกระชับสัดส่วน ลดเฉพาะจุด ดูแลความงาม ลดน้ำหนักคุณแม่หลังคลอด ผิวสวย หน้าใส

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Health แสดงบทความทั้งหมด

13 พฤษภาคม 2560

วิ่งเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาพคนไทย


มีตำรา งานวิจัยด้านสุขภาพมากมายที่บอกถึงประโยชน์ของการวิ่ง เป็นต้นว่า

1) วิ่งครั้งละ 20- 30 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินน์หรือว่าสารแห่งความสุข ที่ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีผลทำให้ไม่เป็นโรคซึมเศร้า คลายความวิตกกังวลสารพัด

2) สถาบัน Neurology (USA) ชี้ว่าคนที่วิ่งเป็นประจำจะลดความเสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ดีกว่าคนที่ไม่วิ่งถึง 2 เท่า

3) การวิ่งช่วยลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ วิ่ง 45 นาทีที่มีความเหนื่อยระดับกลาง อัตราการเต้นของหัวใจที่ 140ครั้งต่อนาที จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อไปอีก 14 ชั่วโมงหลังจากวิ่งจบ (ช่วยเจริญอาหาร)-สถาบัน Human Performance Laboratory (USA)

4) หลายงานวิจัยพบว่า วิ่งสลับเดินต่อเนื่องให้ได้ 5-7 กิโลเมตรจำนวน 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ควบคุมอาหารไปด้วยจะช่วยลดน้ำหนักได้ผลจริงใน 6 สัปดาห์

5) วิ่งช้าๆครั้งละ 1 ชม.สัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีผลวิจัยของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดว่า ช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกข้อต่อ (Joint) ลดปัญหาข้อกระดูกเสื่อมเมื่อย่างเข้าสู่วัยชราได้

6) การวิ่งช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจวาย โดยการวิ่งมีผลให้เลือดลมภายในสูบฉีดมีค่าการไหลเวียนของอ๊อกซิเจนที่ดี

7) สถาบัน The American Journal of Physiology แนะนำให้วิ่ง 45 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 4 เดือน ชี้ว่าเป็นวิธีช่วยเพิ่มเส้นใยกล้ามเนื้อใหม่ๆ ได้ถึง 20 % เผาผลาญไขมันในร่างกายให้คุณมีรูปร่างกระชับ ลีนจนเห็นการเปลี่ยนแปลง

8) คอเลสเตอรอล สามารถถูกควบคุมได้ด้วยการออกกำลังกายในลักษณะคาร์ดิโอ ด้วยการวิ่ง มีผลสรุปจากเมโยคลีนิคในมินนิโซต้าว่า การวิ่งต่อเนื่อง 2 เดือนช่วยเพิ่มระดับไขมันดี HDL ได้ถึง 5% ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายระหว่างไขมันดีกับไขมันเลวสมดุลย์กัน ลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้โดยไม่ต้องทานยา

9) ในเรื่องสุขภาวะทางเพศ The Archives of Sexual Behavior เคยทดลองว่า 71% ของชายหนุ่มอเมริกันที่มีปัญหาเรื่องไม่มีความสุขบนเตียง ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเมื่อได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมาวิ่งสะสมสัปดาห์ละ 25-30 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ (เฉลี่ยครั้งละ 5 กิโลเมตร)

10) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดทำการทดลองเรื่องความกระฉับกระเฉงในหมู่ผู้สูงอายุเปรียบเทียบกับหนูบนสะพาน พบความสอดคล้องกันว่า การวิ่งสะสมต่อเนื่องมากกว่า 7 ปีขึ้นไป จะให้ค่าความเสื่อมสภาพของอวัยวะภายในน้อยกว่าคนที่ไม่วิ่งเลย

30 ธันวาคม 2559

ดูแลสุขภาพฉบับมนุษย์ออฟฟิต

   ในยุคการแข่งขันสูง ทุกอย่างดูจะเร่งรีบไปเสียหมด โดยเฉพาะโลกทุนนิยมในปัจจุบันที่ปัจจัยภายนอกเข้ามามีบทบาทให้คนทำงานต้องแข่งกับเวลา ยิ่งหากอยู่ในบทบาทที่สูงขึ้นยิ่งรับภาระหนักและความเครียดมากขึ้น ปลายปีมินขอจัดเต็มกับเขียนบล็อกชิวๆ (โลกวิ่งยังไงฉันไม่วิ่งตาม แข่งกับตัวเองก็พอ ^^) เลยเอาเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำ

มนุษย์ออฟฟิต

1. นั่งหลังตรง
ท่านั่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพที่ดีและร่างกายที่ไม่เจ็บปวด เมื่อคุณนั่งหลังตรง คุณจะอยู่ในท่าทางที่ถูกต้องและช่วยลดอาการปวดหลัง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานทั้งวัน ปัญหาปวดหลังอาจกลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรงซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บจากการทำงานได้
ถ้าคุณเคยชินกับการนั่งหลังงอ มันอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อเปลี่ยนแปลงท่านั่ง แต่ผลที่ได้จะช่วยรักษาหลังของคุณได้ในระยะยาว

2. หลีกเลี่ยงการทำร้ายสายตา
การจ้องคอมพิวเตอร์ตลอดวันส่งผลเสียต่อสายตาของคุณ และที่สำคัญมันยังเป็นสาเหตุของการปวดหัวและทำให้สายตาของคุณไวต่อแสงมากขึ้น
ถ้าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ จงทำให้แน่ใจว่าจอคอมพิวเตอร์ของคุณอยู่ห่างจากสายตาอย่างน้อยหนึ่งช่วงแขน แต่ถ้าระยะห่างนี้ทำให้คุณ
ยากที่จะมองเห็นตัวหนังสือบนจอ ลองเปลี่ยนขนาดตัวหนังสือแทนที่จะเลื่อนจอเข้ามาให้ใกล้กว่าเดิม



3. กินอาหารที่เหมาะสม
การจิบกาแฟ กินลูกอม หรืออาหารขยะอาจช่วยเพิ่มพลังงานให้คุณได้ชั่วขณะ แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจสิ่งผลต่อร่างกายและสติปัญญาของคุณเป็นอย่างมาก แทนที่จะเติมเต็มพลังงานของคุณด้วยคาเฟอีนหรือขนมที่ไม่มีประโยชน์ ลองดื่มน้ำให้มากขึ้นและเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นเช่น ถั่ว ธัญญาพืช ผักและผลไม้ อาหารเหล่านี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสุขภาพโดยรวมของคุณ และมันก็จะช่วยให้คุณรู้สึกมีพลังมากขึ้นเช่นกัน


4. ออกไปเดินเล่น
การพาตัวเองออกจาคอมพิวเตอร์อาจดูเป็นเรื่องยาก แต่มันเป็นสิ่งจำเป็นถ้าคุณอยากจะไล่ความเจ็บปวดและความไม่สบายตัวที่เกิดจากการนั่งติดอยู่กับที่นานๆออกไป จงลุกออกจากโต๊ะแล้วเดินไปรอบๆบ้าง ไม่ว่าจะเดินไปที่เครื่องถ่ายเอกสาร ทักทายเพื่อนร่วมงาน ไปชงกาแฟ เข้าห้องน้ำ หรือแค่ลุกขึ้นเพื่อยืดเส้นยืดสายและลดอาการปวดเมื่อยก็ตาม

โยคะเพื่อสุขภาพ


5. ออกไปพักผ่อน
การนั่งอยู่ที่โต๊ะตลอดเวลาอาจส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของทั้งร่างกายและจิตใจของคุณ การพักผ่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพและความสุขของคุณ แม้คุณจะเป็นคนประเภทที่จะรู้สึกผิดเมื่อต้องลางาน แต่การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณและคุณได้รับวันลาพักร้อนเพราะมันมีเหตุผล เพราะฉะนั้นจงใช้มันซะ "ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา"



CR : New Heart New World

26 พฤศจิกายน 2559

ผู้สูงอายุ ลดหุ่นอย่างไรให้ปลอดภัย ?

 วันนี้เรามีแนวทางการดูแลรูปร่างสำหรับผู้สูงวัย มาแนะนำกัน เห็นแม่เริ่มอ้วนหนัก อยากให้แข็งแรงอยู่ด้วยกันนานๆ ลองมาดูเทคนิคลดความอ้วนแบบปลอดภัยและได้ผล ที่ใช้หลักการ "ทานให้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้" ตามรายละเอียดต่อไปนี้กันเลยค่ะ


คนแก่ออกกำลังกาย

1.  ปรับสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม
  • เลือกทานอาหารที่ให้แคลอรีต่ำ แต่ให้คุณค่าทางอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด
  • ทานอาหารให้ตรงมื้อ หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบหรือกินขนมระหว่างวัน


2. เพิ่มพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน : เลือกทำกิจกรรมอื่นๆ แทนการนั่งอยู่เฉยๆ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงาน และลดโอกาสในการนึกถึงอาหารว่าง เช่น
  • ทำงานอดิเรกที่ชอบ แทนการนั่งอยู่กับที่เฉยๆ เช่น ปลูกต้นไม้, เลี้ยงสัตว์, ท่องเที่ยว
  • ไปเข้ากลุ่มสังคมต่างๆ พบปะเพื่อนฝูง เช่น ทำกิจกรรมอาสาช่วยเหลือสังคม
  • เลือกออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น เดินเล่น, วิ่งจ้อกกิ้ง, ว่ายน้ำ, ปั่นจักรยาน เป็นต้น
การออกกำลังกายผู้สูงวัย

3. เข้าคอร์สลดน้ำหนักกระชับสัดส่วน : ด้วยวัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อออกกำลังกาย จึงเปิดสถาบันต่างๆขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหารูปร่างและน้ำหนักของคนวัยนี้ โดยเฉพาะท่านที่สูงวัย สุขภาพและรูปร่างที่ดีคือสิ่งสำคัญที่ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้


ความสวยความงามเที่ยวทะเล

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก FB : รู้ก่อนลืมแก่กับหมอเก่ง, Pinterest

ผู้สูงอายุลดหุ่นอย่างไร

15 ตุลาคม 2559

มาแรงแซงโค้ง “ชาร์โคล”

   เทรนด์ปัจจุบันในกลุ่มอุตสาหกรรมอุปโภค บริโภคต่างๆ มักจะนำ ชาร์โคล เข้ามาใช้ประกอบผลิตภัณฑ์อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ขนมปัง เบเกอรี่ต่างๆ ไอศกรีม สบู่ โฟมล้างหน้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์เพื่อนำไปผสมกับยา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา เช่น ผสมในยาลดกรด ยาช่วยย่อยอาหาร ยาขับลม เป็นต้น

        ชาร์โคล หรือเรียกเต็มๆ ว่า ผงถ่านแอคติเวทชาร์โคล (activated charcoal) หรือเรียกว่า ผงคาร์บอนกัมมันต์ (activated carbon) เป็นถ่านที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ เช่น เปลือกไม้หรือไม้ไผ่ นำไปผ่านการเผาในอุณหภูมิความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส จึงจะถูกนำไปใช้ในการประกอบอาหารต่างๆ
       
       การใช้ชาร์โคลในอาหารนั้นก็เพื่อให้มีกลิ่นหอม อย่างประเทศไทยก็นำถ่านดังกล่าวไปผสมในขนมที่ต้องการให้มีสีดำ อย่างเช่น ขนมเปียกปูน เป็นต้น หรืออย่างประเทศเกาหลีก็มักจะใส่ถ่านดังกล่าวลงไปพร้อมกับการหุงข้าว เพราะจะทำให้ข้าวสุกเร็วและดับกลิ่นได้นั่นเอง
       
       อย่างทางการแพทย์ก็เช่นเดียวกัน ที่มักจะนำผงคาร์บอนกัมมันต์หรือชาร์โคลมาใช้ดูดซับสารพิษที่เรารับประทานเข้าไป หรือการรับประทานยาที่เกินขนาด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่สามารถดูดซับสารพิษได้ทุกชนิดและทั้งหมด เพราะสามารถดูดซับได้ 60% เท่านั้น
       
       ทั้งนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าชาร์โคลมีโทษหรือสารตกค้างหรือไม่ หรือผงถ่านสีดำปิ๊ดปี๋ขนาดนี้จะทำให้เป็นมะเร็งได้ไหม คำตอบก็คือ "ไม่" เพราะถ่านที่เผาจนดำสนิทนั้นสิ่งที่ได้ออกมาจะเป็นคาร์บอน ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกาย ซึ่งจะแตกต่างจากเนื้อสัตว์ที่ถูกปิ้งย่างจนไหม้เกรียม เพราะเนื้อสัตว์เป็นโปรตีน สิ่งที่เผาไหม้ออกมาจะเป็นสารไนโตรซามีน ที่เป็นตัวตั้งต้นในการก่อมะเร็งนั่นเอง



        8 ประโยชน์ของถ่านชาร์โคลที่ดีต่อสุขภาพ
       
       1.    ดูดซับสารพิษทางเดินอาหารและลำไส้ รวมถึงแก๊สต่างๆ ที่ทำให้อึดอัด แน่นท้อง อีกทั้งยังช่วยอาการท้องเสียได้
       2.    ช่วยให้ช่องปากแข็งแรง แก้กลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ โรคเหงือก อีกทั้งยังลดคราบชา กาแฟได้อีกด้วย
       3.    ช่วยให้นอนหลับและผ่อนคลาย
       4.    กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย
       5.    ลดคลอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี
       6.    บำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง ขจัดเซลล์เสื่อมสภาพ ป้องกันริ้วรอย และช่วยให้รอยแผลเป็นจางลง
       7.    ทำให้ระบบประสาททำงานดีขึ้น
       8.    แก้อาการเมาค้างได้
มากาลอง ชาร์โคล

11 กันยายน 2559

สุดยอดอาหารบำรุงสมอง..และช่วยเพิ่มความจำ

   เอาใจหนุ่ม-สาวชาวสามสิบอัพขึ้นไป พื้นที่สมองก็เหมือน Harddisk เก็บข้อมูลไว้เยอะก็อาจจะเต็มได้ ช่วงวัยนี้คือต้องเริ่มรับผิดชอบงานมากมาย และต้องใช้ความคิดค่อนข้างเยอะ สมองเองก็ต้องการการดูแลและบำรุงไม่แพ้ร่างกายส่วนอื่นๆ

อาหารสมอง


1. อาหารประเภทธัญพืช
เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา... เมล็ดแฟลกซ์ ที่มีโปรตีนสูง มีไขมันดี และวิตามินเอสูง ขณะเดียวกันก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มสารอาหารกระตุ้นสมองอย่าง... แมกนีเซียม ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร... มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม รวมทั้งยังมีโอเมก้าสูง และจะดีมากหากรับประทานเป็นอาหารเช้า เพื่อเพิ่มพลังในวันใหม่

2. แอปเปิล
การดื่มน้ำแอปเปิลวันละประมาณ 2 แก้ว ...หรือรับประทานแอปเปิลวันละ 2-3 ลูก มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างสื่อประสาทใบสมองที่มีชื่อว่า " อะเซทิลโคลีน ” ... ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถเรียนรู้ในการจำ และการเรียนรู้ ...และยังเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้

3. ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต ช่วยกระตุ้นสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยระบบหมุนเวียนเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ที่สำคัญช่วยพัฒนาความจำได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังที่ผลิตสารเอ็นดอร์ฟิน และเซโทโรนิน ...ที่เป็นสารแห่งความสุขในสมอง ทำให้อารมณ์ดี โดยพกแท่งเล็กๆไว้ในกระเป๋าไว้กินเวลาว่างเมื่อต้องการความสดชื่นจะช่วยผ่อน คลายสมองได้
ซูชิแซลม่อน


4. ปลา
จริงอย่างที่เขาว่ากันว่ากินปลาแล้วจะฉลาด โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก.. เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแฮริ่ง เป็นต้น... พวกนี้เป็นอาหารที่ประโยชน์สูงสุดต่อสมองมาก ..แต่ถ้าหาปลาทะเลมารับประทานลำบาก หรือไม่มีเวลาเตรียมอาหาร .. ก็สามารถกินอาหารเสริมประเภทน้ำมันปลาแทนได้ 


5. ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี
ได้แก่ บลูเบอรี่ สตรอว์เบอรี เชอรี จะช่วยเสริมสุขภาพสมอง... ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดและระดับไอคิวได้อีด้วย ทั้งยังป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความ ทรงจำ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีสดดีต่อความจำระยะยาวมากที่สุด เหมาะแก่การรับประทานเป็นอาหารว่าง เพราะไม่ทำให้อ้วน และยังได้วิตามินซีเพิ่มอีกด้วย

6. ผักโขม
ช่วย ลดอาการความจำเสื่อมโดยเฉพาะในผู้หญิง.. มีการวิจัยพบว่าหญิงวัยกลางคนที่รับประทานผักโขมร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆ เป็นประจำ ...ช่วยลดอาการความจำเสื่อมไปได้ถึง 2 ปี ผัก โขมมีเอนไซม์ที่ดีต่อความแข็งแกร่งของปลายเซลล์ประสาท และเสริมความแข็งแรงตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท ทั้งยังมีกรดโฟลิกสูงที่ดีต่อการจำ ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย นักประสาทวิทยาแนะนำให้กินผักโขมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะผักโขมที่ปลูกแบบออร์แกนิก ซึ้งไร้สารพิษตกค้าง

7. ไข่
เป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยพัฒนาระบบการทำงานของสมอง โดยล่าสุดนี้พบว่าสาร "โคลิน ” ในไข่ไก่จะทำหน้าที่สำคัญต่อการพัฒนาการทำงานของสมอง และความจำ โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าสมองของทารกที่มารดารับอาหารที่มีโคลินนั้นจะมีพื้นที่การจดจำ.. และควาสามารถในการจำมากกว่า... ไข่ไก่สามารถให้พลังงานนานนับหลายชั่วโมง... ไม่ทำให้หิวบ่อยๆ และไม่ต้องกลัวโคเลสเตอรอลสูงอีกด้วย 

8. อาหารแบบเมดิเตอร์ริเนียน

ที่ เน้นน้ำมันมะกอก สุดยอดน้ำมันที่สกัดจากพืชโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสมองในปริมาณสูง เป็นส่วนประกอบสำคัญ ส่วนผสมอื่นๆ ของอาหารปะเภทนี้จะเน้นผักและผลไม้ โดยเฉาะมะเขือเทศ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสมอง... และลดอาการสมองเสื่อมได้ คนที่บริโภคแบบเมดิเตอร์ริเนียนนี้เป็นประจำจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคความจำ เสื่อม... หรือหลงลืมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

9. แครอท

หาก ต้องการกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างสดชื่นแบบเร่งด่วน ...ควรรับประทานผลไม้สด โดยเฉพาะแครอทสด โดยรับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้มีความจำที่ดีได้

ถั่วบำรุงสมอง
10. พืชตระกูลถั่ว
ไม่ ว่าจะเป็น ฮาเซลนัท อัลมอนด์.. ถั่วลิสง แมคคาเมีย และวอลนัท ที่ถือได้ว่าเป็นราชาแห่งถั่ว ล้วนเป็นแหล่งรวมโปรตีน.. มีไฟเบอร์สูง และมีไขมันดีมาก เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ช่วยทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง.. ขณะที่โปรตีนและไขมันช่วยให้ร่างกายสมดุล... สงบ ผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีวิตามินอีที่สำคัญต่อกระบวนการคิดและจำ




11. แปะก๊วย
เป็น พืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคสมองเสื่อม ...โรคซึมเศร้า อาการหลงๆลืมๆจึงนิยมแนะนำให้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตในสมอง เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการกระทำงานและประสิทธิภาพของสมอง.. และยังมีการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร.. เพื่อบำรุงสมองอีกด้วย

3 กันยายน 2559

โยโย่เอฟเฟคแบบเข้าใจง่ายๆ

โยโย่เอฟเฟค ไม่ได้เกิดจากการกินยาลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว การกินอาหารน้อยเกินไป ก็ทำให้โยโย่ได้เช่นกัน





สรุปโยโย่เอฟเฟค แบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ

★ อ้วนพยายามกินให้น้อยลงเยอะๆ ติดต่อกันหลายวัน

★ ร่างกายคนเราฉลาด มันจะเข้าใจว่า เฮ้ย! มีอาหารเข้ามาน้อย เราต้องปรับเปลี่ยนระบบการเผาผลาญให้ต่ำลง เปลี่ยนเป็นเซฟตี้โหมด เก็บไขมันเอาไว้ จะได้มีพลังงานเหลือเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ไม่งั้นเราต้องตายแน่ๆ

★ ช่วงแรกน้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น คนก็คิดว่าวิธีนี้มันได้ผลจริงๆด้วย แต่พอทำต่อไป น้ำหนักก็จะไม่ลงแล้ว แถมไขมันสะสมก็ยังอยู่ เซลลูก็ยังมี

★ ผ่านไปซักช่วงหนึ่ง อาจจะประมาณเดือนสองเดือนพอไม่เห็นผล ก็เริ่มกลับมากินเยอะเหมือนเดิม เพราะไม่มีใครจะกินน้อยมากกกกก ได้ไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว

★ คราวนี้แหละ ร่างกายที่ขาดอาหารนานๆ มันจะดีใจ แล้วมันจะรีบกักเก็บอาหารนั้นมาเตรียมเป็นพลังงานสำรอง ประมาณว่า เฮ้ย! พวกเรา รีบเก็บอาหารไว้นะ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีอาหารมาอีก

★ ระบบเผาผลาญที่ทำงานต่ำอยู่(พังอยู่) เมื่อเจออาหารเข้าไปเยอะๆ ทำให้เกิดการสะสมของไขมันมากขึ้นน้ำหนักจึงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกเช่นกัน

★ พออ้วนขึ้น ก็กลับมากินน้อยมากๆ เหมือนเดิม วนเวียนไปอยู่อย่างงี้ ไม่มีที่สิ้นสุด

★ ทางออกก็คือ พยายามกินให้พอดี ไม่น้อยเกินไป รักษากลไกของร่างกายให้สมดุลย์ แล้วออกกำลังกายด้วย คือวิธีลดน้ำหนัก ลดความอ้วนที่ถูกต้อง





บางคนทำไมเข้าใจว่า การลดน้ำหนักคือการกินให้น้อยลงแค่นั้น ไม่ใช่นะ การลดน้ำหนักมันต้องออกกำลังกายด้วย เพราะการออกกำลังกายคือการบังคับร่างกายให้เผาผลาญไขมันที่มันสะสมอยู่

เอาเป็นว่า ถ้าอยากลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ให้กินให้พอดีและออกกำลังกาย ไม่งั้นคุณก็จะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวังวนของโยโย่เอฟเฟค อ้วนผอม ผอมอ้วน อยู่อย่างงั้น

อยากลดน้ำหนักต้องอย่าใจร้อนค่ะ กว่าจะอ้วนใช้เวลาตั้งหลายปี เวลาลดก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน

ทานน้อย --> ผอมลง
ต้องทานน้อยลงอีก --> ถึงจะผอมลงอีก โรคภัยเริ่มถามหา
ผ่านไป 10 ปี แกอาจจะต้องทานข้าวได้แค่วันละคำเพื่อจะได้ผอม

ทานพอดี+ออกกำลังกาย --> ผอม
ทานเยอะขึ้น+ออกกำลังกาย --> ผอมและเฟิร์ม สุขภาพดี
ผ่านไป 10 ปี กินข้าววันละ 6 มื้อ ยังผอมเหมือนเดิม สุขภาพก็ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น

บอกได้แค่นี้ จำไว้ไม่มีทางลัดในการประสบความสำเร็จ

รักนะ
นัท

เจ้าของเพจ train hard look hot by Nattie

12 สิงหาคม 2559

ดูแลและเอาใจใส่ โภชนาการผู้สูงภัยคนใกล้ตัว

   เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มักจะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่ายกาย จิตใจ และสังคม โดยเฉพาะทางร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ เสื่อมลง เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ เช่น ผิวหนัง ผม ตา หู จมูก ลิ้น ฟัน เป็นต้น
    ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจในเรื่องต่างๆ ของผู้สูงอายุและพยายามปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามวัย ซึ่งสิ่งสาคัญอีกเรื่องคือ โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ นั่นคือ สารอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายนั่นเอง ผู้สูงอายุมีความต้องการพลังงานและสารอาหารในปริมาณที่เหมาะสม เช่นเดียวกับบุคคลวัยอื่นๆ โดยที่ความต้องการพลังงานของร่างกายจะลดลง เนื่องจากการทำงานของอวัยวะต่างๆ น้อยลงกว่าเดิม ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงอยู่แล้ว ควรได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ดังนี้
    




1. อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก และมันสำปะหลัง กลุ่มนี้เป็นสารอาหารหลัก และให้พลังงานแก่ร่างกายมากกว่าสารอาหารจากกลุ่มอื่น ผู้สูงอายุจึงควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม คือ ข้าวมื้อละ 2 ทัพพี ควรเลือกเป็นข้าวไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและของหวาน

2. อาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์และงา ถั่วชนิดต่างๆ อาหารกลุ่มนี้จำเป็นในการซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เนื้อสัตว์ที่ผู้สูงอายุควรรับประทานคือ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีหนังหรือไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อปลาและถั่วชนิดต่างๆ
    - กินไข่สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง (ถ้าไขมันในเลือดสูงกินเฉพาะไข่ขาว)
    - ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1 แก้ว
    - เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา ย่อยง่าย ควรดัดแปลงให้นุ่ม ชิ้นเล็กๆ
    - กินถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำเพื่อให้ได้ใยอาหารเพิ่ม


3. อาหารประเภทผักต่างๆ ผักจะให้วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีใยอาหารช่วยให้ระบบขับถ่ายขับถ่ายเป็นปกติ
4. อาหารประเภทผลไม้ ให้วิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทานผลไม้ที่เนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย ได้แก่ มะละกอ กล้วยสุก ส้ม และควรรับประทานอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 6-8 ชิ้น/คำ สำหรับผู้สูงอายุที่อ้วน หรือเป็นเบาหวานให้หลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน เป็นต้น


5. อาหารประเภทไขมัน ได้แก่ ไขมันจากพืช และไขมันจากสัตว์ จะให้พลังงานแก่ร่างกายและยังช่วยในการดูดซึมวิตามินบางอย่างด้วย แต่อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุก็ควรจำกัดอาหารประเภทไขมัน โดยรับประทานน้ำมัน 4-6 ช้อนชา เลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไลโนเลอิก เช่น น้ำมันหมู ไข่แดง กะทิ หนังสัตว์ เครื่องใน เนยมาการีน เป็นต้น
   
  นอกจากนี้ เราควรดัดแปลงอาหารให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น การปรุงอาหารให้เปื่อยนุ่ม ง่ายต่อการเคี้ยว และการย่อย จัดแต่งอาหารให้มีสีสันน่ารับประทาน และควรปรุงสุกใหม่ๆ ทุกมื้อ
  

   หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารเค็มจัด หวานจัด ในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ควรจัดอาหารให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นด้วยเพียงเท่านี้เราก็สามารถดูและผู้สูงอายุที่บ้านให้มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว และมีความสุข





ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก โดย คุณธนพร จิวสุวรรณ หัวหน้างานโภชนาการ งานโภชนาการ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว 

12 มิถุนายน 2559

โรคอ้วนกับโรคภัยเป็นของคู่กัน

   "บอกสิเออ เธอจะเอาเท่าไร เอาเท่าไรไม่อ้วนเอาเท่าไร"  เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงไม่อยากอ้วน เพราะ ความอ้วนนอกส่งผลต่อชีวิตประจำวันแล้ว อาทิ หาเสื้อผ้าสวมใส่ยากแล้ว ตำแหน่งหลายๆตำแหน่งก็ต้องการคนรูปร่างดี และอื่นๆอีก ยังส่งผลต่อภายในที่มองไม่เห็น คือ โรคภัยไข้เจ็บมากมาย อาทิ


โรคอ้วนของคนอ้วน

1. จากสถิติพบว่าผู้มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 20 จะมีโอกาสหัวใจวายมากขึ้น 3 เท่า

2. คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผอม

3. คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าคนผอม

4. คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคนิ้วในถุงน้ำดีมากกว่าคนผอม

5. คนที่อ้วนมากๆ มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 40 ผู้หญิงจะมีโอกาสเกิดมะเร็งมดลูกรังไข่ และเต้านมได้มากกว่า ผู้หญิงที่มีน้ำหนักปกติ ผู้ชายจะเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมากมากกว่าผู้ชายที่มีน้ำหนักปกติ

6. คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับข้อมากกว่าปกติ เช่น ข้อสะโพก, ข้อเข่า และข้อเท้า เพราะต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ

7. คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นเส้นเลือดขอดได้มากกว่าคนผอม

8. คนอ้วนจะมีภาวะการตั้งครรภ์ยาก และจะมีปัญหาเกี่ยวกับการคลอด

9. คนอ้วนจะมีปัญหาทางด้านเพศสัมพันธ์ และความสุขทางเพศจะน้อยลง

10. คนอ้วนจะประสบอุบัติเหตุได้มากกว่าคนปกติ เนื่องจากขาดความคล่องแคล่ว เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะมีความรุนแรงกว่าและรักษาได้ยากกว่าคนผอม

CR : kanchanokclinic.com


4 มิถุนายน 2559

ใครจะรู้ว่า กินไก่ก็มีประโยชน์มากมาย

         เนื้อไก่ จัดเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพเพราะมีแคลอรี่ต่ำ มีคุณสมบัติดูดซับเครื่องปรุงได้ดี เมื่อนำมาประกอบอาหารจึงมีรสชาติดีกว่า เนื้อสัตว์อื่นๆ สำหรับผู้ที่รักการรับประทานเนื้อไก่ แนะนำให้เลือกใช้ส่วนอก เพราะมีโปรตีนสูงกว่าส่วนอื่นแต่ให้ไขมันต่ำเพียง 8.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่มีไขมันมากและควรหลีกเลี่ยง คือ สะโพกและปีก เพราะมีไขมันถึง 16.5 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งส่วนคอ เพราะมีสารตกค้างและยาปฏิชีวนะหลงเหลืออยู่มาก
กินไก่มีประโยชน์
        

ในท่านที่กำลังควบคุมน้ำหนักและต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้ออกไก่ เหมาะที่จะเป็นตัวเลือกแรกๆ เพราะในเนื้อส่วนอกนอกจากจะมีโปรตีนสูงแล้วยังมีไขมันอยู่เพียงแค่ 8.2% เท่านั้น  เราจะเห็นสูตรอาหารของนักเพาะกายหลายๆ สูตรที่ใช้เนื้อไก่ส่วนอกเป็นอาหารเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ในทางแพทย์แผนจีน เนื้อไก่เป็นยาที่ฤทธิ์ร้อนหรือเป็นหยาง มีรสหวาน เหมาะที่จะใช้บำรุงร่างกาย ช่วยให้กระดูกและเส้นเอ็นแข็งแรง ไก่ตัวผู้จะใช้บำรุงร่างกายแก่คนปกติ แต่หากเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง คนชรา หรือสตรีพักฟื้นหลังคลอดบุตรจะใช้ไก่ตัวเมีย ซึ่งมีความเป็นหยินอยู่ด้วยในการปรุงอาหารบำรุง


คุณสมบัติของเนื้อไก่

1.ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้
    เนื้อไก่จะมีสารอาหารประเภทวิตามินบี 3 ไนอาซินจะช่วยเสริมสร้างระบบการเรียนรู้ให้กับเรา การกินเนื้อไก่จะช่วยบำรุงในเรื่องของดีเอ็นเอหรือยีนทางพันธุกรรมในร่างกายของเรา ทำให้เราสามารถตอบสนองการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุได้ดียิ่งขึ้น

2. ช่วยบำรุงลูกในครรภ์

   โดยเฉพาะตับไก่ที่จะมีสารโฟเลตที่ช่วยบำรุงลูกในครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนที่ตั้งครรภ์จะต้องบริโภคตับไก่ให้มากๆเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับลูกตัวเอง และยังช่วยลดความเครียดระหว่างที่ตั้งครรภ์ได้ด้วย


3. รักษาต่อมไทรอยด์
   การกินเนื้อไก่จะช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์กับเราได้เป็นอย่างดี ที่มีสารซีลีเนียมที่เป็นแหล่งรวมไอโอดีนที่จะช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ได้เป็นอย่างดี



4. บำรุงสุขภาพ
   โดยเฉพาะตับไก่ที่จะมีสารอาหารวิตามินบี 12 ที่จะช่วยบำรุงสุขภาพได้ดี ทั้งยังเสริมสร้างและซ่อมแซมผิวพรรณของเราให้กับมาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง และยังต้านทานอาการเจ็บแสบปวดร้อนภายในปาก ลิ้นให้กับเราได้ เพราะว่ามันก็มีวิตามินบี 2 ที่ช่วยเรื่องนี้ได้อยู่เหมือนกัน

5. บำรุงสายตา
   เนื้อไก่ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเรื่องสายตาของเราให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าการกินเนื้อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำรุงสายตาตัวเอง

6. เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
   เนื้อไก่จะช่วยบำรุงร่างกายให้กับเราได้หลายอย่าง ซึ่งเนื้อไก่เองก็ถือเป็นแหล่งรวมเหล็ก ที่จะช่วยต้านทานภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กับเราได้ ทั้งมะเร็งก็ดี หรือโรคร้ายต่างๆก็ดี

7. เสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
   แน่นอนว่าเนื้อไก่เป็นแหล่งของโปรตีน ที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและก็ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอกไป ทั้งยังบำรุงผิว เส้นผม เล็บและกระดูกได้เป็นอย่างดี


8. ป้องกันอาการเหนื่อยล้า
   เนื้อไก่โดยเฉพาะตับไก่ถือเป็นแหล่งรวมวิตามินบี 12 ที่ช่วยบำรุงการทำงานเซลล์เม็ดเล็ดและช่วยให้เรามีความสดชื่นมากขึ้นกว่าเดิม

9. ลดน้ำหนักได้  
   เนื้อไก่ถือเป็นแหล่งรวมโปรตีนมากมายและช่วยให้เราลดน้ำหนักตัวเองได้ ฟังแล้วก็อาจจะดูแปลกๆอยู่บ้าง แต่จริงๆแล้วเนื้อไก่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักทางหน้าท้องด้วย   

10. ต้านทางโรคซึมเศร้าได้
   เนื้อไก่จะมีสารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าทริปโตเฟน ที่เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ที่สามารถต้านทางอาการซึมเศร้าได้ ไม่แปลกที่หลายคนกินเนื้อไก่มากๆแล้วจะมีอารมณ์ที่แปรปรวนไปมาก เพราะว่ามีสารเซโรโทนินที่ช่วยในการนอนหลับได้

8 พฤษภาคม 2559

ฝึกคลายเครียดหรือความเหนื่อยล้ากันง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง

    ภาวะในปัจจุบัน ทำให้ทุกท่านเกิดความเครียด เหนื่อยล้าหรือท้อแท้  กันได้ง่าย ชีวิตแสนสั้นเกินกว่าที่จะเครียด และเป็นหนึ่งในสาเหตุของ ความอ้วนและความแก่  เรามีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำ 
กอด

1. กอด การกอดคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อนซี้ที่เข้าใจ ช่วยให้อะไรดีขึ้น รับพลังดีๆเข้ามามา จะได้มีเเรงต่อสู้กับความเครียดที่กำลังเกิดขึ้น

2.  มองหาโอกาสใหม่ๆในชีวิตแล้วรีบคว้าไว้ อย่าปิดโอกาสตัวเอง อย่ามีข้ออ้างเยอะเกินไป ไม่มีอะไรเกินความพยายาม

3. ฝึกควบคุมสติ อย่าคิดอะไรไปใหญ่โตเกินกว่าเหตุ อย่าคิดกังวลไปก่อนล่วงหน้า "อยู่กับปัจจุบัน" บางเรื่องมันไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด และที่สำคัญ ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่เกินกำลังที่เราจะแก้ไข ถ้าเราเข้มแข็งและหนักแน่น "STRONG"



4. ออกไปในที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป หรือไปในที่ที่เราเคยไปสมัยเด็ก เช่น สวนสัตว์เขาดิน หอสมุดแห่งชาติ เชื่อเถอะว่าวิธีนี้ได้ผล สนุกสุดๆ หายเครียดแน่นอน

5. เข้านอนเร็วๆ นอนดึกไปก็ได้แค่ทำท่าก่ายหน้าผากไปอย่างนั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย "พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว"

6. หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ความเครียดทำให้เราหายใจสั้นและถี่ ร่างกายจะได้รับออกซิเจนไม่พอ ทีนี้ล่ะ ยิ่งเครียดมากขึ้นไปอีก

7. หากิจกรรมใหม่ๆทำ เช่น ไปลงคอร์สเรียนเต้น เล่นโยคะ หัดเล่นกีต้าร์ วิธีนี้สนุก ผ่อนคลาย แถมได้ความรู้เพิ่ม มีงานอดิเรกเพิ่มด้วย

แมวรักกีตาร์



7. ออกกำลังกาย หนึ่งในวิธีคลายเครียดที่ดี ช่วยให้แข็งแรงอีกต่างหาก พักผ่อนสมองและสายตาบ้างไรบ้าง 

8. ยิ้มและหัวเราะเข้าไว้ ยิ้มเอาชนะทุกอย่างได้ เชื่อสิ (แต่อย่าเผลอยิ้มคนเดียวละ เดี๋ยวคนอื่นว่า "บร้า")

9. จัดลำดับความสำคัญของปัญหาต่างๆที่มี บางคนมีหลายปัญหา ต้องดูว่าปัญหาไหนใหญ่ ปัญหาไหนเล็ก ค่อยๆแก้ไปทีละปัญหา อันไหนแก้ไม่ได้ต้องปล่อยวาง

10. เล่าปัญหาความเครียดของเราให้คนอื่นฟัง เล่าให้เพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัวฟัง นอกจากเราจะได้ระบายแล้ว เค้าอาจช่วยเราหาทางออกให้เราได้ด้วยค่ะ

มิตรภาพสำคัญที่สุด
"สำหรับท่านที่ดูแลรูปร่างอยู่ ไม่แนะให้หาเพื่อนกิน"

6 พฤษภาคม 2559

“แก่ยาก สวยน๊าน นาน” ต้องหันมากินอาหารตาม “ช่วงวัย”

   ใครๆ อยากดูอ่อนเยาว์และรูปร่างดีอยู่เสมอ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีใครฝืนกฏธรรมชาติได้ จึงมีนวัตกรรมชะลอความแก่ เกิดขึ้นมากมายแต่ก็ต้องยอมรับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ความแก่ฝืนไม่ได้แต่ชะลอได้ค่ะ 

ชะลอความแก่


ช่วงวัย 20 ปี
วัยรุ่นที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เปี่ยมด้วยพลังจะสร้างสรรค์ผลงาน ไลฟ์สไตล์เร่งรีบ ชีวิตประจำคือ กินอะไรก็ได้
อาหารจานด่วน บางทีก็ไม่กิน อดอาหารเพื่อความสวย หรือ กินน้อย กินไม่ครบมื้อ ไปจน กินแต่ขนม และฝักใฝ่อยู่กับปาร์ตี้ยามค่ำคืน เน้นเติมแอลกอฮอล์ให้กะแสเลือด
ฉะนั้น ควรกินอาหารประเภทปลาทะเลที่อุดมด้วย โอเมก้า 3, DHA รวมทั้งผักใบเขียวต่างๆ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพื่อช่วยบำรุงสมอง ระบบประสาท และความจำ
การออกกำลังกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง


ช่วงวัย 30 ปี
ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันอาจไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่ ยังคงเร่งรีบ และกินง่ายๆ แม้จะมีฐานะการงาน
มั่นคงแล้ว แต่เพราะสังคมและอาชีพของคุณนั้นแหละ จะทำให้ “กินข้าวแต่หน้าคอม” มื้อเช้าไม่กิน  พอตกเย็นเรียกรวมพล จัดหนักมื้อเย็น (สไตล์เหนื่อยมาทั้งวัน ขอสังสรรค์หน่อยนะ) แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า เข้าเลข 3 ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานลดลงนะจ๊ะ
ฉะนั้น  ควรกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีแคลอรีต่ำ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้สมดุลกัน หรือ อาหารจำพวกที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, โคเอนไซม์-คิวเทน หรืออาหารเสริมที่กินง่าย เหมาะกับ ไลฟ์สไตล์ของคุณและควรหาเวลาว่างไปดีท็อกซ์ร่างกายเสียบ้าง ซักเดือนละครั้ง เพื่อล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกายและควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น

ช่วงวัย 40 ปี
ร่างกายจะสะสมไขมันได้ง่ายจนคุณผู้หญิงแทบกรี๊ด แต่ถึงปรี๊ดที่กินน้อยแต่อ้วนมาก กินอะไรนิดหน่อยก็อ้วน
ง่ายแต่ก็ยังคงไม่มีเวลาออกกำลังกาย! เพราะความรับผิดชอบมาก ภาระมาก ก่อนที่จะสติแตกกับหุ่นที่เป๊ะเว่อร์เช่น สมัยวัยรุ่น ขอให้สงบอารมณ์แล้วยอมรับว่า “ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลงตามวัย”
ฉะนั้น  ควรกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ผัก ผลไม้ กินเยอะๆ ร่างกายจะได้รับวิตามินมากๆ ส่วนที่ต้องได้เวลา เขี่ยทิ้งเสียทีคือ อาหารรสหวาน แป้ง อาหารมันๆ และขนมกรุบกรอบทั้งหลาย 
การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายเบาๆ วันละเล็กน้อย เช่น วิ่งเหยาะๆ หรือเล่นโยคะ ซึ่งช่วยเน้นการทำงานของหัวใจ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก


ช่วงวัย 50 ปี
วัยนี้ร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอยในทุกๆ ด้านแล้ว หรือพูดง่ายๆ ว่าร่างกายของคุณทำอะไรได้ช้าลง
ไม่รวดเร็วเหมือนที่ใจคิดนั่นแหละ แถมทำอะไรนิดหน่อยยังเหนื่อยง่ายอีกด้วย
ฉะนั้น  คนวัยนี้ควรกินอาหารที่มีแคลอรีต่ำ กินวิตามินเสริม หรืออาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และที่ขาดไม่ได้ก็คือ แคลเซียม เพื่อป้องกันภาวะกระดูกเปราะ กระดูกบาง หรือกระดูกพรุน
การออกกำลังกาย คนวัยนี้จึงควรเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง และเน้นการออกกำลังกายเบาๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและการทำงานของระบบหัวใจให้เกิดความสมดุล

เรียบเรียงโดยทีมงาน : SpokeDark.TV

27 มีนาคม 2559

รู้ไหม!! การเจริญสติช่วยลดความอ้วนได้

  หลายท่านอาจจะส่งสัยว่าทำไมไม่ค่อยทาน แต่น้ำหนักไม่ลงหรือน้ำหนักขึ้นง่ายมาก นอกจากการออกกำลังกายแล้วโภชนาการยังเป็นส่วนสำคัญสำหรับการดูแลรูปร่าง นอกจากนั้น การเข้าคอร์สกระชับรูปร่างยังมีส่วนช่วย ให้รูปร่างเฟิร์มและกระชับอยู่เสมอ ผลพลอยได้คือผิวพรรณสดใสขึ้น ยิ่งวัยและหน้าที่ความรับผิดชอบมีส่วนสำคัญต่อฮอร์โมน จึงต้องทำควบคู่กันไปทั้งสามอย่างค่ะ

การเจริญสติ

โรคอ้วน เกิดจากสาเหตุหลักๆ 2 ประการ คือ
การทานอาหารเกินพอดี และ การขาดการออกกําลังกาย เชื่อไหมว่า ส่วนหนึ่งที่เราทานอาหารมากเกิน เพราะเราขาด "สติ"

ความโกรธ ความเครียด ความกังวล ล้วนเป็นอารมณ์ที่มากระทบใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ ความหิว
ถ้าเราคํานึงถึงเรื่องการกินและวิธีกิน จะทําให้เรากินน้อยลง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักวิชาการให้ความสนใจและศึกษากันเป็นอย่างมาก


การเจริญสติ

ดร. ลิเลี่ยน ชุง (Lilian Cheung,Ph.D) นักโภชนาการแห่งคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาด ได้กล่าวถึงหลัก 7 ประการในการกินอย่างมีสติ กล่าวคือ

1. ให้รู้สึกขอบคุณอาหารที่เรารับประทาน ซึ่งจะช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้

2. รับรู้ถึงคุณลักษณะของอาหาร รูปร่าง สี กลิ่น และรสชาติของอาหารซึ่งเราสัมผัสได้จากตา จมูก ลิ้น อย่างมีสติ เพื่อไม่ให้เราติดยึดในรสชาติของอาหาร

3. ให้คํานึงถึงขนาดของภาชนะที่ใส่อาหาร ให้รับประทานในภาชนะขนาดเล็กลง ซึ่งงานวิจัยแสดง ให้เห็นว่า การกินอาหารในจานขนาดเล็ก จะกินได้น้อยกว่า และอิ่มเร็วขึ้น

4. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด รับรู้รสอาหาร

5. เคี้ยวอย่างช้าๆ ดูการเคลื่อนไหวของกราม

6. อย่างดอาหารบางมื้อ เพราะมัวยุ่งอยู่กับงาน

7. ให้คํานึงถึงอาหารที่รับประทาน ควรจะเป็นอาหารที่มีพืช ผักผลไม้ ไขมัน เนื้อสัตว์เป็นหลัก และแป้ง น้ําตาล ของหวานให้น้อยลง จึงจะทําให้เรามีสุขภาพดี